11 เดือน เมียนมาส่งออกถั่วมูลค่าเกือบ 930 ล้านเหรียญสหรัฐ

เมียนมามีรายได้เกือบ 930 ล้านเหรียญสหรัฐจากการส่งออกถั่วและพัลส์ต่าง ๆ ประมาณ 1.5 ล้านตัน ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.61 ถึง 30 ส.ค.62 ของปีงบประมาณนี้ซึ่งสูงกว่า 300 ล้านเหรียญสหรัฐเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว อยู่ที่ 625.572 ล้านเหรียญสหรัฐ เมียนมาร์ส่งออกถั่วเขียวผิวมันและถั่วเขียวเป็นหลัก ผู้นำเข้าหลักคืออินเดียนิยมซื้อถั่วเขียวในขณะที่จีนและยุโรปมักจะซื้อถั่วเขียวผิวมัน ถั่วเขียวหนึ่งตันมีราคาอยู่ที่ประมาณ 754,000 จัตในตลาดท้องถิ่น ราคาถั่วเขียวมีความผันผวนในตลาดท้องถิ่นจากข้อมูลของผู้ค้าถั่วศูนย์ค้าส่งบุเรงนองในย่างกุ้ง เมียนมาส่งออกถั่ว 561,766 ตัน มูลค่า 672.288 ล้านเหรียญสหรัฐในปีงบประมาณ 59-60 527,965 ตันมูลค่า 344.043 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 60-61 งบประมาณ 61-62 ถึงสิงหาคมปีนี้ ราคาเฉลี่ยหนึ่งตันอยู่ที่ 758,332 จัต

ที่มา: https://elevenmyanmar.com/news/nearly-930-m-earned-from-export-of-beans-and-pulses-in-11-months

พาณิชย์เร่งอัพเกรดเอฟทีเอ

กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมกำลังอยู่ระหว่างการ เตรียมความพร้อมสำหรับการเจรจายกระดับความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ระหว่างอาเซียนกับคู่เจรจา หลังจากที่รัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนได้มีมติให้อาเซียนไปเจรจากับคู่เจรจาเพิ่มเติม หลังจากที่เอฟทีเอจับคู่เจรจาหลายกรอบ ทั้งอาเซียน-จีน, อาเซียน-อินเดีย, อาเซียน-เกาหลีใต้ และอาเซียน-ออสเตรเลียนิวซีแลนด์ ได้มีผลบังคับใช้มานานแล้ว และยังไม่มีการปรับปรุงความตกลง ยกเว้นอาเซียน-ญี่ปุ่น ที่ได้มีการอัพเกรดเอฟทีเอไปแล้ว ขณะนี้กำลังรอการบังคับใช้

ที่มา : https://www.ryt9.com/s/tpd/3041888

เวียดนามเผยยอดนำเข้ารถยนต์จากจีนร่วงลง

จากรายงานของกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าของเวียดนาม เปิดเผยว่าเมื่อช่วงต้นปีที่แล้ว การนำเข้ารถยนต์จากประเทศจีนลดลง เนื่องมาจากการยกเลิกอัตราภาษีนำเข้าในกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน โดยในปีที่แล้ว เวียดนามนำเข้ารถยนต์ทุกชนิดจากจีนกว่า 1,565 คัน ลดลงร้อยละ 87 เมื่อเทียบกับปี 2560 ที่มีปริมาณรถยนต์ราว 11,800 คัน  และคาดว่าในช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้ ปริมาณการนำเข้ารถยนต์ของเวียดนามอยู่ที่ 900 คัน หากจำแนกประเภทรถยนต์ ระบุว่าส่วนใหญ่เวียดนามนำเข้ารถบรรทุกจากจีน ในขณะที่ ความต้องการรถยนต์ชนิดดังกล่าวเพิ่มขึ้น และเวียดนามนำเข้ารถยนต์ไม่เกิน 9 ที่นั่ง จากอาเซียน เป็นผลมาจากการได้รับประโยชน์จากอัตราภาษีนำเข้าร้อยละ 0 นอกจากนี้ สัดส่วนการนำเข้ารถยนต์ของเวียดนาม ส่วนใหญ่มาจากอาเซียนร้อยละ 88.8 ในขณะที่ จีนมีเพียงร้อยละ 1.9 ทางด้านกระทรวงฯ มองว่าในปีนี้ เวียดนามนำเข้ารถยนต์ ด้วยมูลค่า 3.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ที่มา :    https://e.vnexpress.net/news/business/industries/car-imports-from-china-crash-3981546.html

เอกชนชี้ตลาดโลว์คอสต์ไทยโตทะลุ 20%

ไทยเวียดเจ็ต เผยว่าปี 62 เป็นอีกปีที่สายการบินต้นทุนต่ำ (Low-cost Airline) เติบโตอย่างคึกคัก สวนทางตลาดท่องเที่ยวไทยที่เติบโตลดลงมาโดยเฉพาะนักท่องเที่ยวต่างชาติถือว่าไม่ค่อยคึกคัก ส่งผลให้ไทยเวียดเจ็ตปรับเป้าการเติบโตจาก 10% เป็น 20% ในปีนี้ ทั้งนี้คาดว่าปริมาณผู้โดยสารทั้งปีจะอยู่ที่ 2.4 ล้านคน เติบโตจากปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 2.1 ล้่านคน ตลาดศักยภาพเกิดใหม่เป็นขุมทรัพย์และเป้าหมายการทำตลาด คืออินเดีย ในรอบ 10 ปีข้างหน้าผู้โดยสารจากอินเดียจะไหลทะลักไปทั่วโลกรวมถึงเข้ามาในไทยด้วย ทั้งนี้ส่วนในรอบ 5-10 ปีนั้นสายการบินโลว์คอสต์จะพุ่งเป้าไปในกลุ่มประเทศ CLMV โดยเฉพาะเวียดนามซึ่งมีดีมานต์ประชากรมากกว่า 70 ล้านคน ดังนั้นจึงสนใจเปิดเส้นทางบิน ไทย-ย่างกุ้ง (เมียนมา) และ ไทย-สปป.ลาว จากปัจจุบันมีเส้นทางบินแค่ ไทย-เวียดนาม รายงานข่าวกระทรวงคมนาคมระบุว่า ตลาดอินเดียมีการเติบโตเร็วที่สุดในโลก เฉลี่ย 20% ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในปี 61 ขยายตัว 18% ทิ้งห่างเจ้าตลาดจีนอย่างมากซึ่งเติบโตเพียง 11% ในปีก่อน ดังนั้นคาดว่าปริมาณผู้โดยสารของอินเดียจะมีมากกว่า 520 ล้านคนในปี 2037 และเติบโตต่อเนื่องมากกว่า 10% ในอีกหลายปี

ที่มา : https://www.thaipost.net/main/detail/45720

เวียดนามจำเป็นต้องต่อสัญญาตลาดอสังหาริมทรัพย์ เพื่อดึงดูดเงินทุนจากต่างประเทศ

เวียดนามจำเป็นต้องต่อสัญญาตลาดอสังหาริมทรัพย์ เพื่อดึงดูดนักลงทุนต่างชาติเพิ่มมากขึ้น และให้มีการยกระดับของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ทางข้อมูลของผู้อำนวยการบริษัท โจนส์ แลง ลาซาลส์ (JLL) เปิดเผยว่าการปฏิรูปกฎหมายจะพัฒนาในด้านความโปร่งใสในตลาดอสังหาริมทรัพย์ ทำให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาสนใจลงทุนมากยิ่งขึ้น เนื่องมาจากการหาแหล่งพื้นที่ในการลงทุนนั้น มีความยากลำบากในการพัฒนา และลงทุนในอีกหลายปีข้างหน้า ซึ่งทางหน่วยงานรัฐฯ ได้มองเห็นถึงประเด็นดังกล่าว และดำเนินในการปรับปรุงกรอบของกฎหมายการลงทุนในตลาดอสังหาฯ ในขณะที่ นักเศรษฐศาสตร์ Nguyen Tri Hieu ระบุว่าธุรกิจในท้องถิ่นได้ทำการปรับโครงสร้างธุรกิจให้ดีมากขึ้น เพื่อจะเข้าในตลาดหลักทรัพย์ และร่วมมือกับกองทุนต่างชาติ รวมไปถึงต่อยอดโครงการให้ประสบความสำเร็จ แสดงให้เห็นว่าบริษัทอสังหาฯในประเทศ จำเป็นต้องมีเงินทุนจากต่างชาติ นอกจากนี้ จากตัวเลขสถิติของสำนักงานลงทุนต่างชาติ ระบุว่าในช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้ นักลงทุนต่างชาติมีความสนใจที่จะลงทุนในภาคอุตสาหกรรมและแปรรูปมากที่สุด ด้วยมูลค่า 15.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 70 ของการลงทุนโดยตรงจากต่างชาติรวม รองลงมาภาคอสังหาริมทรัพย์ และภาคการค้าปลีกและค้าส่ง ตามลำดับ

ที่มา :    https://en.vietnamplus.vn/vietnam-needs-to-renew-property-market-to-lure-more-foreign-capital/160437.vnp

สปป.ลาว จำกัดการส่งออกข้าวเนื่องจากข้าวขาดตลาด

สปป.ลาว จำกัดการส่งออกข้าวเนื่องจากขาดแคลนอุปทานในตลาดภายในประเทศแม้จะมีความต้องการสูงจากต่างประเทศ ราคาข้าวที่สูงและผลกระทบจากอุทกภัยภายในประเทศในฤดูกาลนี้เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ชาวนาเก็บข้าวไว้บริโภคเอง สปป.ลาวส่งออกข้าวขัดมันเพียง 1,350 ตันไปยังจีนโดยเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงโควต้าการส่งออก 50,000 ตัน ในขณะที่ตลาดจีนต้องการข้าวจากสปป.ลาวเพิ่มขึ้น ผลกระทบจากภัยธรรมชาติอาจเป็นสาเหตุสำคัญของผู้ส่งออกข้าวสปป.ลาวที่ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายได้ ซึ่งจีนยังคงเป็นตลาดส่งออกข้าวที่ใหญ่ที่สุดและเป็นคู่ค้ารายใหญ่อันดับ 2 ของประเทศแม้ว่าจะมีข้อกำหนดด้านคุณภาพที่เข้มงวด ราคาข้าวเริ่มเพิ่มสูงขึ้นในเดือนมิ.ย.และหลายพื้นที่โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคกลางและภาคใต้ได้รับผลกระทบ น้ำท่วมทำลายไร่นาหลายพันไร่และพืชไร่อื่น ๆ หลายร้อยเฮคแตร์ แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังไม่ได้รายงานตัวเลขโดยละเอียดเกี่ยวกับความเสียหาย

ที่มา : http://annx.asianews.network/content/laos-limits-rice-exports-due-short-supply-104201

11 เดือนของปีบัญชีปัจจุบันเมียนมาส่งออกหยก 356 ล้านเหรียญสหรัฐ

รายงานของกระทรวงพาณิชย์มูลค่าการส่งออกหยกอยู่ที่ 356 ล้านเหรียญสหรัฐจากปริมาณการส่งออก 1,548.452 ตัน ใน 11 เดือนของปีบัญชีปัจจุบัน เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้วที่มูลค่าการส่งออกอยู่ที่ 866.606 ล้านเหรียญสหรัฐจากปริมาณการส่งออก 3,128.501 ตัน ซึ่งลดลงถึง 509.730 ล้านเหรียญสหรัฐ หยกมีความเกี่ยวข้องกับงานประมูลอัญมณีเป็นอย่างมาก ยิ่งรัฐบาลมีงานประมูลอัญมณีมากเท่าไหร่จะทำให้การส่งออกหยกยิ่งมากขึ้น จากข้อมูลของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม จากงานประมูลอัญมณีของเมียนมาในปี 62 การเก็บภาษีหยกดิบจะอยู่ที่ 15% ส่วนทับทิม ไพลินและอัญมณีที่มีค่าอื่นอยู่ที่ 10%

ที่มา : https://elevenmyanmar.com/news/jade-export-volume-reaches-us-356-million-in-11-months-in-current-fy

โครงการไฟฟ้าพลังน้ำน้ำเงี้ยบ 1 เริ่มผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อการส่งออกมายังประเทศไทย

หลังจาก 5 ปีในการสร้างโครงการไฟฟ้าพลังน้ำน้ำเงี้ยบ 1 (NNP1) ในแขวงบอลิคำไซของสปป.ลาวเริ่มผลิตไฟฟ้าในวันที่ 5 ก.ย.เพื่อส่งออกไปยังประเทศไทย การก่อสร้างเริ่มขึ้นในปลายปี 57 และงานโยธาไฟฟ้าและเครื่องกลครั้งสุดท้ายแล้วเสร็จในเดือนส.ค. การทดสอบการว่าจ้างขั้นสุดท้ายเสร็จสมบูรณ์ในช่วงปลายเดือนส.ค.และเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้รับการรับรองเมื่อวันที่ 5 ก.ย. 62 โดยกฟผ. โรงไฟฟ้าหลักมีกำลังการผลิตติดตั้ง 272 MW และพลังงานทั้งหมดที่ผลิตจากโรงไฟฟ้านี้จะขายให้กับกฟผ. ผ่านสายส่ง 120 km. 230 kV ไปยังสถานีไฟฟ้าย่อยนาบง พลังงานจะถูกเปลี่ยนเป็น 500 kV ก่อนที่จะถูกส่งไปยังประเทศไทย  โครงการนี้มีเป้าหมายคือการสร้างโครงการพลังงานที่รับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมที่จะจัดหาพลังงานทดแทนที่สะอาดและมีส่วนช่วยลดความยากจนของสปป.ลาว

ที่มา : http://annx.asianews.network/content/nam-ngiep-1-project-begins-generating-electricity-export-thailand-104202

ธนาคารการท่องเที่ยวของเมียนมาเปิดสาขาใหม่ที่เนปิดอว์

ธนาคารการท่องเที่ยวของเมียนมาเปิดสาขาในเนปิดอว์เปิดให้บริการมากขึ้นในพื้นที่ชายแดน รัฐบาลวางแผนที่จะเปิดในภูมิภาคที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวมากที่สุด โดยเปิดทำการสาขาแรกที่ย่างกุ้งในวันที่ 6 พ.ค. สาขามัณฑะเลย์ในวันที่ 1 ก.ย. และสาขาเนปิดอว์ไปเมื่อวันที่ 12 ก.ย.ทีผ่านมา เป้าหมายคือให้ความช่วยเหลือแก่ภาคการท่องเที่ยวและช่วยเหลือบริษัท องค์กร และโรงแรมด้วยอัตราดอกเบี้ยเดียวกับที่ธนาคารกลางกำหนด อีกทั้ง 5% ของกำไรจะใช้เพื่อพัฒนาการท่องเที่ยว ธนาคารเริ่มลงทุน 22 พันล้านจัต และอนุมัติการใช้สกุลเงินต่างประเทศในการลงทุน 5 ล้านเหรียญสหรัฐ

ที่มา : https://elevenmyanmar.com/news/myanmar-tourism-bank-opens-branch-in-nay-pyi-taw

2 จังหวัดในกัมพูชาได้รับอนุญาตให้ออกใบรับรองแหล่งกำเนิดเพิ่ม

แผนกการค้าในจังหวัด Prey Veng และ Svay Rieng สามารถออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดแบบ ‘D’ ซึ่งเป็นการช่วยให้ผู้ส่งออกสินค้าเกษตรประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย โดยบริษัทในจังหวัดเหล่านี้สนใจที่จะเข้าร่วมเพื่อจัดส่งสินค้าเกษตรไปยังต่างประเทศ ซึ่งสามารถยื่นขอแบบฟอร์ม ‘D’ ได้โดยตรงในแผนกการพาณิชย์จังหวัด โดยได้รับความสะดวกประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย ซึ่งโดยทั่วไปการขอแบบฟอร์มจะต้องเข้าไปขอที่กระทรวงพาณิชย์ในกรุงพนมเปญ ซึ่งประเทศในกลุ่มอาเซียนที่ซื้อสินค้าเกษตรจากกัมพูชาจำเป็นต้องมีใบรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า ตามที่กระทรวงระบุการยื่นแบบฟอร์ม ‘D’ ที่แผนกการพาณิชย์จังหวัดใช้เวลาที่ 16 ชั่วโมงเทียบกับ 10-14 วันหากทำการยื่นคำร้องที่กระทรวงพาณิชย์ในกรุงพนมเปญ

ที่มา : https://www.khmertimeskh.com/50643319/two-more-provinces-allowed-to-issue-certificates-of-origin/