‘เวียดนาม’ ส่งออกกุ้งไปยังเกาหลีใต้ เผชิญกับอุปสรรคทางเทคนิค

สมาคมผู้ส่งออกและผู้ผลิตอาหารทะเลของแห่งเวียดนาม (VASEP) รายงานว่าการส่งออกอาหารทะเลของเกาหลีใต้ไปยังเวียดนาม ได้รับการยกเว้นภาษีหรือปลอดภาษี ในขณะที่ผู้ส่งออกกุ้งของเวียดนามเผชิญกับข้อจำกัดการเข้าสู่ตลาดเกาหลีใต้ โดยเมื่อวันที่ 15 เม.ย. ที่ผ่านมา ทางสมาคมฯ เขียนจดหมายถึงนายกรัฐมนตรี กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า กระทรวงเกษตรและกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อเรียกร้องให้เกาหลีใต้ยกเลิกโควต้าการนำเข้ากุ้งเวียดนาม ภายใต้ข้อตกลงการค้าเสรีเวียดนาม-สาธารณรัฐเกาหลี (VKFTA)  และหากสถานการณ์นี้เดินหน้าต่อไป จะส่งผลกระทบในเชิงลบต่อธุรกิจเวียดนามที่จะส่งออกกุ้งไปยังเกาหลีใต้

ที่มา : https://english.thesaigontimes.vn/vietnams-shrimp-exports-to-south-korea-face-technical-hurdle-vasep/

‘ตลาดอสังหาฯ เวียดนาม’ ไตรมาสแรกปี 66 มีสัญญาเชิงบวก

จากข้อมูลของสมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์เวียดนาม (VARS) เปิดเผยผลการรายงานสถานการณ์ของตลาดอสังหาริมทรัพย์เวียดนามในไตรมาสแรกของปีนี้และการคาดการณ์แนวโน้มในไตรมาสที่สอง นาย Tran Van Binh รองประธานและเลขาธิการสมาคมฯ กล่าวว่าเศรษฐกิจเวียดนามส่งสัญญาณฟื้นตัวในไตรมาสแรก และมีแนวโน้มที่จะเติบโตไปในทิศทางที่เป็นบวก รวมถึงได้รับการส่งเสริมจากหน่วยงานภาครัฐต่างๆ

ทั้งนี้ จากผลการสำรวจของสมาคมฯ พบว่าลูกค้าและนักลงทุนส่วนใหญ่ 70% มีความต้องการที่จะซื้ออสังหาริมทรัพย์ในปี 2567 ในกรณีที่ผลิตภัณฑ์มีคุณภาพและตรงกับความต้องการของลูกค้า

นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาข้อมูลฝั่งอุปทานของตลาดอสังหาฯ เวียดนาม แสดงให้เห็นว่าตลาดที่อยู่อาศัยในประเทศ มีจำนวนรวมทั้งสิ้น 20,541 แห่ง รวมถึงที่อยู่อาศัยใหม่ 4,300 แห่ง โดยเฉพาะโครงการอสังหาฯ ที่มีมูลค่าหลายพันล้านเหรียญสหรัฐ มีความพร้อมที่จะปล่อยสู่ตลาด

ที่มา : https://vietnamnews.vn/economy/1654024/real-estate-market-has-positive-performances-in-q1-vars.html

แขวงบ่อแก้วปรับขึ้นค่าธรรมเนียมค่าน้ำประปา สร้างความไม่พอใจต่อประชาชนในพื้นที่

รัฐวิสาหกิจน้ำประปาแขวงบ่อแก้ว กำหนดให้ครัวเรือนต้องจ่ายเงิน 10,000 กีบต่อใบเสร็จรับเงินค่าน้ำทุกใบ ทำให้ชาวบ้านแสดงความไม่พอใจ โดยระบุว่าเป็นมาตรการที่สร้างภาระให้กับชาวบ้านที่เกิดจากรัฐบาล ชาวบ้านบางรายยังได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับการเรียกเก็บเงินในอนาคต โดยกำลังจะมีการจัดเก็บค่าธรรมเนียมจำนวน 3,000 กีบ ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย โดยกำหนดให้มีผลบังคับใช้ในเดือนพฤษภาคม 2567 ยิ่งสร้างความไม่พอใจของชาวแขวงบ่อแก้ว หลายคนเรียกร้องความโปร่งใสและความรับผิดชอบจากรัฐบาล โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นของนโยบายที่ให้ความสำคัญกับความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนมากกว่าผลประโยชน์ทางการเงิน ซึ่งมีความยากลำบากจากปัญหาเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น ประกอบกับการขาดแคลนแรงงานจำนวนมากในปัจจุบัน

ที่มา : https://laotiantimes.com/2024/04/11/new-water-bill-receipt-fee-sparks-outrage-among-residents-in-bokeo/

เมียนมาจัดส่งข้าวโพดประมาณ 80,000 ตันไปยัง 3 ประเทศ

ตามการระบุของกระทรวงพาณิชย์ เมียนมาส่งออกข้าวโพดประมาณ 80,000 ตันไปยังต่างประเทศ 3 ประเทศเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2567 จากการที่เมียนมาเร่งความพยายามในการสนับสนุนการส่งออกเพื่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของรัฐ เมียนมาจึงส่งข้าวโพด 25,000 ตันไปยังฟิลิปปินส์ทางเรือ (MV Manta Hatice) ผ่านท่าเรือ No 6 Sule Wharf ส่งออก 12,700 ตันถึงไทยทางเรือ (MV Tay Son 4) ผ่านทางท่าเรือ TMT และ 2,700 ตัน ทางเรือ (MV MCL 20) ผ่านทางท่าเทียบเรือ MHM และส่งออกไปยังอินเดียทางเรือ 27,500 ตัน (MV Seiyo Harmony) ผ่านท่าเรืออุตสาหกรรมเมียนมา 2 และ เมื่อวันที่ 8 เมษายน ตามลำดับ  อย่างไรก็ดี เมียนมาส่งออกข้าวโพดไปยังประเทศไทยครั้งละ 5,400 ตันโดยเรือ 2 ลำ (MV MCL 8 และ MV MCL 7) ผ่านทางท่าเทียบเรือ MHM เมื่อวันที่ 9 เมษายน และมีกำหนดส่งออกข้าวโพด 6,600 ตันไปยังฟิลิปปินส์โดยเรือ (MV. RAINBOW SYMPHONY) ผ่าน AIPT-3 วันที่ 10 เมษายน นอกจากนี้ เมียนมายังจัดส่งข้าวโพดมากกว่า 2 ล้านตันให้กับคู่ค้าต่างประเทศในฤดูข้าวโพดปี 2565 ซึ่งส่วนใหญ่ถูกส่งมายังประเทศไทย และส่วนที่เหลือไปยังจีน อินเดีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม ข้าวโพดปลูกในรัฐฉาน กระฉิ่น คะยา และคะยิน รวมถึงภูมิภาคมัณฑะเลย์ สะกาย และมะเกว ซึ่งเมียนมามีฤดูข้าวโพด 3 ฤดู คือ ฤดูหนาว ฤดูร้อน และมรสุม ผลผลิตข้าวโพดของเมียนมาต่อปีอยู่ที่ประมาณ 2.5-3 ล้านตัน

ที่มา : https://www.gnlm.com.mm/myanmar-ships-around-80000-tonne-corn-to-3-countries/#article-title

ยอดขายมันสำปะหลังพุ่งสูงขึ้นท่ามกลางความต้องการของจีนที่สูงแม้ราคาจะยังทรงตัว

ตามข้อมูลของผู้ปลูกมันเทศในตลาด ราคามันสำปะหลังในตลาดยังคงทรงตัว แม้ว่ายอดขายจะดีเนื่องจากมีความต้องการสูงจากประเทศจีน โดยราคาขายส่งมันสำปะหลังผงในตลาดอยู่ที่ประมาณ 3,000 จ๊าดต่อviss อย่างไรก็ดี จีนและอินเดียเป็นผู้ซื้อมันสำปะหลังรายใหญ่ที่สุดของเมียนมา รวมทั้งเมียนมาตั้งอยู่ระหว่างประเทศทั้งสอง ดังนั้นมันสำปะหลังจึงเป็นพืชที่สามารถแสวงหารายได้จากต่างประเทศให้กับประเทศเมียนมาได้ นอกจากนี้ ในอดีตมันสำปะหลังมีการปลูกแบบดั้งเดิมแต่ได้เปลี่ยนมาใช้วิธีการกำหนดกรอบการผลิตซึ่งสามารถช่วยเพิ่มผลผลิตได้ โดยผลผลิตหัวมันเทศสามารถขุดได้ภายใน 8 เดือน และผลผลิตสำเร็จรูปอาจลดลงหากขุดหลังจากผ่านไป 15 เดือน ในการทำต้นกล้าสามารถขุดได้หลังจากผ่านไป 10 เดือน และโอกาสที่จะถึงระยะปลูกอาจต่ำหากขุดหลังจาก 15 เดือน

ที่มา : https://www.gnlm.com.mm/tapioca-powder-sales-surge-amid-high-chinese-demand-despite-steady-prices/#article-title

การส่งออกผลผลิตทางการเกษตรของเมียนมาร์เกิน 3.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปีงบประมาณ 2566-2567

ตามการระบุของกระทรวงพาณิชย์ การส่งออกสินค้าเกษตรของเมียนมามีมูลค่ารวม 3.83 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปีงบประมาณ 2566-2567 ที่ผ่านมา (เมษายน-มีนาคม) ซึ่งตัวเลขดังกล่าวสะท้อนถึงการลดลง 167.7 ล้านดอลลาร์ เมื่อเทียบกับปีงบประมาณ 2565-2566 อย่างไรก็ตาม เมียนมาส่งออกผลผลิตทางการเกษตร ผลิตภัณฑ์จากสัตว์ แร่ธาตุ ผลิตภัณฑ์จากป่าไม้ และสินค้าอุตสาหกรรมสำเร็จรูป ผ่านช่องทางการค้าทางทะเลและชายแดนเป็นหลัก ในขณะที่นำเข้าสินค้าทุน สินค้าขั้นกลาง วัตถุดิบที่นำเข้าโดยองค์กร CMP และสินค้าอุปโภคบริโภค เป็นหลัก

ที่มา : https://www.gnlm.com.mm/myanmar-agri-produce-exports-exceed-us3-8b-in-fy-2023-2024/#article-title

การค้าต่างประเทศของเมียนมาดิ่งลงเกือบ 4 พันล้านเหรียญสหรัฐ

สถิติของกระทรวงพาณิชย์เผยว่า การค้าระหว่างประเทศของเมียนมากับคู่ค้าต่างประเทศมีมูลค่าทะลุ 3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในปีงบประมาณ 2566-2567 ที่ผ่านมา (เมษายน-มีนาคม) ซึ่งบ่งชี้ว่าลดลงอย่างมากเกือบ 4 พันล้านดอลลาร์เมื่อเทียบกับปีงบประมาณ 2565-2566 ที่มีมูลค่าการค้ารวมอยู่ที่ 3.39 พันล้านดอลลาร์ในช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว อย่างไรก็ดี การส่งออกของเมียนมามีมูลค่ามากกว่า 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์ และการนำเข้ามีมูลค่ามากกว่า 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งมีการค้าทางทะเลเป็นส่วนหลักของการค้าระหว่างประเทศ โดบมูลค่าการค้าทางทะเลของเมียนมาอยู่ที่ประมาณ 22.36 พันล้านดอลลาร์ ในขณะที่มูลค่าการค้าชายแดนอยู่ที่ 7.7 พันล้านดอลลาร์ในปีงบประมาณที่ผ่านมา

ที่มา : https://www.gnlm.com.mm/myanmar-foreign-trade-plunges-nearly-us4b-in-fy-2023-2024/#article-title

ธนาคารพัฒนาเอเชีย คาดการณ์เศรษฐกิจ สปป.ลาว ปีนี้ จะขยายตัว 4 %

ธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) คาดการณ์เศรษฐกิจ สปป.ลาว ปี 2567 มีแนวโน้มที่จะขยายตัวปานกลาง โดยได้แรงหนุนจากอุปสงค์ภายนอกที่เชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวและการค้าระหว่างประเทศ โดยคาดการณ์ว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของ สปป.ลาว จะเติบโต 4% ในปี 2567 และปี 2568 การเติบโตนี้จะได้รับการสนับสนุนจากอุปสงค์ภายนอก โดยเฉพาะในภาคบริการ ตามจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 4.2 ล้านคนในปี 2567 โดยได้ประโยชน์จากการเชื่อมโยงทางรถไฟและการปรับปรุงถนนที่ดีขึ้น นอกจากนี้ การลงทุนจากต่างประเทศในโครงการพลังงานทดแทน รวมถึงโครงการพลังงานลม คาดว่าจะขับเคลื่อนการเติบโตของอุตสาหกรรมในระดับปานกลาง ทั้งนี้ แม้จะ สปป.ลาว จะยังมีการเติบโตทางเศรษฐกิจต่อไปในปีนี้ แต่ยังมีอุปสรรคจากอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เงินกีบที่อ่อนค่า และหนี้สาธารณะที่ยังคงเป็นความท้าทายที่สำคัญสำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ

ที่มา : https://www.vientianetimes.org.la/freefreenews/freecontent_74_Laostosee_y24.php

3 เดือนแรกปีนี้ มีชาวจีนเข้ามายัง สปป.ลาว กว่า 2.4 แสนคน โดยใช้รถไฟลาว-จีน

หากย้อนไปในปี 2565 มีนักท่องเที่ยวจีนประมาณ 45,000 คน เดินทางด้วยรถไฟลาว-จีนมายัง สปป.ลาว และในปี 2566 เพิ่มขึ้นเป็น 641,314 คน โดยในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2567 มีนักท่องเที่ยวชาวจีน 242,193 คน ที่เดินทางมายัง สปป.ลาว โดยใช้เส้นทางรถไฟสายนี้ เนื่องจากทางการรถไฟได้เสนอข้อเสนอการซื้อตั๋วรถไฟในช่วงเทศกาลปีใหม่ลาวแบบพิเศษ ซึ่งประชาชนต้องการเดินทางในช่วงวันหยุดปีใหม่ เพื่อร่วมเฉลิมฉลองในวันที่ 13-16 เมษายน 2567 สามารถซื้อตั๋วล่วงหน้าได้สูงสุดเจ็ดวันก่อนวันเดินทางที่วางแผนไว้ โดยเปิดเผยว่านักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินทางไปพักผ่อนในเมืองทางภาคเหนือของ สปป.ลาว นอกจากนี้ ทางการรถไฟยังให้บริการรถไฟ EMU จำนวน 2 ขบวนติดต่อกัน ระหว่างวันที่ 12-19 เมษายน 2567 (หมายเลข C92/1 และ C84/3) ระหว่างเวียงจันทน์และหลวงพระบาง และคาดว่าการเดินทางในเส้นทางนี้จะถึงระดับสูงสุด เนื่องจากหลวงพระบางเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมในช่วงวันหยุดปีใหม่ลาว

ที่มา : https://www.vientianetimes.org.la/freefreenews/freecontent_75_Laoschina_y24.php

‘นายกฯ เวียดนาม’ เข้าพบทิม คุก หารือหนุนการเติบโตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

นาย ฝ่ามมิงห์ ชินห์ นายกรัฐมนตรีเวียดนาม เข้าพบกับนายทิม คุก (Tim Cook) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัทแอปเปิล เมื่อวันที่ 16 เม.ย. โดยนายกฯ ยอมรับว่าดีใจที่ได้เจอกันเป็นครั้งที่ 2 และกล่าวขอบคุณที่ตอบรับคำเชิญให้มาเยือนเวียดนามในครั้งนี้ รวมถึงหารือการขยายธุรกิจของแอปเปิลในประเทศและการสร้างงานให้กับคนเวียดนามมากกว่า 2 แสนตำแหน่ง ทั้งนี้ เพื่อที่จะสร้างความสัมพันธ์ระหว่างเวียดนาม-สหรัฐฯ นายกฯ กล่าวว่าเวียดนามรอคอยที่จะได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจากแอปเปิลทั้งในแง่การส่งเสริมการเติบโตสีเขียว การผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พลังงานทดแทน พลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

ที่มา : https://english.thesaigontimes.vn/vietnams-pm-meets-ceo-tim-cook-seeks-apples-support-for-green-growth/