อุตสาหกรรมยานยนต์เวียดนาม นำเข้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

จากข้อมูลของประธานสมาคมผู้ผลิตยานยนต์เวียดนาม (VAMA) เปิดเผยว่าในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2562 เวียดนามนำเข้ารถยนต์เพิ่มขึ้นร้อยละ 178 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ด้วยปริมาณนำเข้ารถยนต์อยู่ที่ 82,800 คัน ทางด้านยอดขายรถยนต์ที่ผลิตในประเทศลดลงร้อยละ 14 และปริมาณรถยนต์อยู่ที่ 119,700 คัน โดยสถานการณ์การนำเข้าดังกล่าวนั้น เวียดนามจำเป็นต้องนำเข้าชิ้นส่วนยานยนต์ ทำให้ราคารถยนต์ในประเทศเวียดนาม สูงกว่าเมื่อเทียบกับราคารถยนต์จากกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งผู้ผลิตในประเทศต้องนำเข้าชิ้นส่วนยานยนต์กว่าร้อยละ 80 ของปริมาณชิ้นส่วนยานยนต์รวม ในขณะที่ ไทยและอินโดนีเซียมีเพียงร้อยละ 10-20 ดังนั้น ราคารถยนต์เวียดนามมีราคาสูงกว่า ในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นผลมาจากการนำเข้าของผู้ผลิตในประเทศ และมาจากผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศที่ไม่เพียงพอ โดยมีจำนวนผู้ประกอบการเพียงแค่ 200 ราย

ที่มา : https://e.vnexpress.net/news/business/industries/auto-industry-s-overwhelming-reliance-on-imports-continues-3987432.html

การเติบโตของจีดีพีในปี 2652 ของกัมพูชา

แม้การผลิตภาคการเกษตรจะเพิ่มขึ้นช้ากว่าที่คาดการณ์ แต่เศรษฐกิจของกัมพูชาคาดว่าจะเติบโตที่ 7% ในปีนี้เหมือนเดิม จากการเติบโตที่แข็งแกร่งในภาคอุตสาหกรรมสิ่งทอ การท่องเที่ยว การค้า และการก่อสร้าง ตามการคาดการณ์ของธนาคารพัฒนาเอเชีย(ADB) ซึ่งกล่าวว่าภาคอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มและรองเท้ามีการเติบโตที่มั่นคงจากการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้นกว่า 10.6% ภายในปี 2019 แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ADB ย้ำว่าการเติบโตของ GDP อาจหดตัวลงที่ 6.8% ในปี 2020 และด้วยความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้นในสภาพแวดล้อมการค้าโลกและผลกระทบต่อการให้บริการเช่นการท่องเที่ยวกัมพูชาจำเป็นต้องเร่งกลยุทธ์การกระจายความเสี่ยงไปสู่ตลาดเฉพาะกลุ่ม ผลิตภัณฑ์ทางการท่องเที่ยวและบริการที่มีมูลค่าสูงขึ้น ซึ่งสิ่งนี้จะต้องมีการลดความเสี่ยงที่เกิดจากการปล่อยสินเชื่อให้กับภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ร้อนแรงเกินไป ร่วมถึงไปพัฒนาแรงงานให้มีทักษะและความสามารถให้มากขึ้น

ที่มา : https://www.khmertimeskh.com/50646434/gdp-growth-dominated-by-traditional-sectors-in-2019-adb-says/

ความสามารถในการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวของกัมพูชาดีขึ้น

กัมพูชากำลังรุกคืบในแง่ของความสามารถในการแข่งขันในเวทีการท่องเที่ยวทั่วโลก โดยในดัชนีการท่องเที่ยวและการแข่งขันการท่องเที่ยวฉบับล่าสุด (TCCI) ซึ่งจัดทำโดย World Economic Forum (WEF) ในเดือนนี้กัมพูชาอันดับสูงขึ้น 3 อันดับ ซึ่งปัจจุบันกัมพูชาอยู่ในอันดับที่ 98 ของโลก จากรายงานดังกล่าวประกอบด้วย 140 ประเทศที่ได้รับการจัดอันดับตามสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ ความปลอดภัยและความมั่นคง รวมไปถึงโครงสร้างพื้นฐานการขนส่ง ทรัพยากรธรรมชาติ นโยบายการท่องเที่ยว และปัจจัยอื่นๆ โดยรายงานดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของกัมพูชาซึ่งหลายคนเห็นว่ามีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งรัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการเติบโตของภาคการท่องเที่ยวและมีแผนที่จะเผยแพร่แผนยุทธศาสตร์เพื่อพัฒนาการท่องเที่ยว ตามที่กระทรวงการท่องเที่ยวระบุว่ากัมพูชาเป็นอันดับ 3 ในอาเซียนสำหรับการเติบโตของการท่องเที่ยว ปีที่แล้ว โดยมีนักท่องเที่ยวขาเข้าเพิ่มขึ้นกว่า 11%

ที่มา : https://www.khmertimeskh.com/50646421/cambodias-tourism-competitiveness-improves/

การเปิดรับการลงทุนของเมียนมาทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น

รายงานของเศรษฐกิจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยสมาคมผู้สอบบัญชีรับอนุญาตแห่งประเทศอังกฤษ (ICAEW) คาดการณ์เศรษฐกิจจะขยายตัวเป็น 6.4% ในปีงบประมาปัจจุบันและเพิ่มขึ้น 6.8% ในปีหน้า เนื่องจากมีการลงทุนจากต่างประเทศมากขึ้นโดยมีโครงสร้างพื้นฐาน ภาคการผลิต บริการ ขายส่งและค้าปลีกได้รับประโยชน์มากที่สุด หลังจากที่ลดลง 14% มูลค่า 5.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 61 การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วโดยมีการลงทุนจำนวนมากในการขนส่ง การสื่อสาร และการผลิต คาดว่าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานจะเพิ่มขึ้นในอีก 18 เดือนข้างหน้า เนื่องจากโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่รวมถึงโครงการภายใต้ทางเดินเศรษฐกิจเมียนมา – พม่า (CMEC) เช่น เมืองนิวย่างกุ้ง ท่าเรือน้ำลึกเจ้าผิวก์ และโครงการรถไฟจ้าวผิว – คุนหมิง วิกฤตด้านมนุษยธรรมในรัฐยะไข่นั้นรวมถึงความเสี่ยงที่สำคัญต่อเศรษฐกิจจากการท่องเที่ยวและการค้ากับสหภาพยุโรปที่อาจชะลอตัว ทั้งนี้เมียนมาต้องปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ ความซับซ้อนของระบบภาษี การบังคับใช้สัญญา และการค้าข้ามพรมแดน การปฏิรูปโครงสร้างเป็นสิ่งจำเป็นที่จะช่วยให้ทำธุรกิจในเมียนมาได้

ที่มา: https://www.mmtimes.com/news/economy-improve-myanmar-opens-foreign-investment.html

รัฐบาลเมียนมาอนุญาตให้ส่งออกข้าวหากราคาในประเทศตกต่ำ

รัฐบาลประกาศราคาข้าวในฤดูฝนที่จะถึงนี้และคาดว่าจะส่งออกข้าวสารได้หากราคาในตลาดท้องถิ่นลดลงต่ำเกินไปเพื่อรักษาเสถียรภาพของอาหารในประเทศ รัฐบาลกำหนด 500,000 จัต (327 เหรียญสหรัฐ) เป็นราคาขั้นต่ำสำหรับทุก ๆ 100 ตะกร้าข้าวสำหรับปี 2018 ตะกร้าแต่ละใบมีค่าเท่ากับ 20.86 กิโลกรัม ขณะนี้มีการหารือในหมู่สมาชิกของสมัชชาสหภาพสหพันธ์ข้าวเมียนมาและตัวแทนเกษตรกรเกี่ยวกับราคาข้าวขั้นต่ำ และหากราคาข้าวลดลงต่ำกว่าราคาใหม่ซึ่งจะประกาศในวันที่ 15 ต.ค.62 การส่งออกข้าวจะได้รับอนุญาตให้รักษาเสถียรภาพด้านราคา ไม่กี่ปีที่ผ่านมาไม่อนุญาตให้ส่งออกข้าวเพื่อให้แน่ใจว่าอุปทานคงที่ของตลาดภายในประเทศ แต่มีบางครั้งที่อนุญาตให้ส่งออกไปยังประเทศอื่น ๆ เพื่อผลักดันราคาข้าวและลดความสูญเสียของเกษตรกร

ที่มา: https://www.mmtimes.com/news/govt-allow-rice-exports-if-local-prices-sink.html

พ่อค้ากดซื้อ ทุบราคายางดิ่ง รัฐแบกชดเชย

          รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เตรียมนำเสนอเรื่องต่อครม.เพื่อเดินหน้าโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยางพาราระยะที่ 1 งบประมาณ 2.43 หมื่นล้านบาท โดยยางแผ่นดิบคุณภาพดีประกันรายได้ที่ 60 บาทต่อกิโลกรัม (กก.) น้ำยางสด (DRC 100%) ที่ 57 บาทต่อกก. ยางก้อนถ้วย (DRC 50%) ที่ 23 บาทต่อกก. โดยจะจ่ายเงินส่วนต่างราคาตลาดกับราคาประกัน เข้าบัญชีเกษตรกรผู้ปลูกยางที่ขึ้นทะเบียนกับการยางแห่งประเทศไทยผ่านบัญชีธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ในทุก 2 เดือน ซึ่งงวดแรกจะจ่ายในเดือนธันวาคมนี้ อย่างไรก็ดีผลพวงที่ตามมาเวลานี้ได้รับเสียงสะท้อนจากเกษตรกรว่าผู้ค้ายางเริ่มกดราคารับซื้อยาง เพื่อหวังฟันกำไร โดยผลักภาระในการชดเชยส่วนต่างราคาให้กับรัฐบาล หากไทยไม่รีบปรับตัวสร้างนิวบาลานซ์ใหม่โดยใช้ยางในประเทศและส่งออกให้สมดุลกัน อนาคตอุตสาหกรรมยางพาราไทยทั้งระบบจะลำบาก เพราะเวลานี้นอกจากไทย อินโดนีเซีย มาเลเซียที่เป็นผู้ผลิตยางรายใหญ่แล้ว จีนก็มีการปลูกยางได้เองในมณฑลยูนนาน และยังมาเช่าพื้นที่ปลูกใน CLMV ขณะที่อินเดียก็เร่งขยายพื้นที่ปลูกในประเทศ ซึ่งผลผลิตจะทยอยออกมากขึ้นในทุกปีนับจากนี้ ดังนั้นตลาดจีน รวมถึงตลาดอื่นๆ จะลดการนำเข้ายางพาราจากไทยลงแน่นอน

ที่มา: หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับวันที่ 26 – 28 ก.ย. 2562—