นายกฯ พร้อมผลักดันการพัฒนาทักษะด้าน AI และ 5G แก่พลเมือง
นายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต ได้เรียกร้องให้ยกระดับคุณภาพการศึกษา โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในด้านทักษะที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ (STEM) เพื่อการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยียุคที่ 5 (5G) ซึ่งกล่าวไว้ในระหว่างกล่าวสุนทรพจน์ในพิธีสำเร็จการศึกษาระดับอนุปริญญา ปริญญาตรี และปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์ในเสียมราฐ โดยได้ยกตัวอย่างถึงการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของการนำเทคโนโลยีมาใช้ เช่น การใช้ E-Visa, E-Arrival และ QR Code ในกิจกรรมทางธุรกิจต่าง ๆ ตั้งแต่ร้านค้าขนาดเล็ก การชำระค่าอาหาร การจองตั๋ว ไปจนถึงการทำธุรกรรมขนาดกลางและขนาดใหญ่ทั่วประเทศ ด้านนายกรัฐฯ ยังได้สนับสนุนให้เกิดการปรับปรุงคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่องโดยการเสริมสร้างความสามารถบุคลากร โดยมุ่งเน้นไปที่วิธีการสอนที่มีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งต้องมั่นใจว่ามีสิ่งอำนวยความสะดวกทางการศึกษาที่เพียงพอเพื่อสนับสนุนวิธีการสอนและการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับมาตรฐานการศึกษาของศตวรรษที่ 21
มูลค่าตลาด E-Commerce ในกัมพูชามีมูลค่าสูงถึง 1.12 พันล้านดอลลาร์
มูลค่าตลาด E-commerce ของกัมพูชาในปี 2024 อยู่ที่ประมาณ 1.12 พันล้านดอลลาร์ และคาดว่าจะเติบโตถึง 1.81 พันล้านดอลลาร์ในปี 2029 เนื่องจากการเติบโตด้านการชำระเงินดิจิทัลที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว รวมถึงประชากรวัยหนุ่มสาวเริ่มมีความคุ้นเคยกับเทคโนโลยีมากขึ้น การเข้าถึงสมาร์ทโฟนที่เพิ่มขึ้น และการสนับสนุนอย่างแข็งแกร่งจากรัฐบาล ตามรายงาน E-Commerce ปี 2024 ที่เผยแพร่โดยกระทรวงพาณิชย์กัมพูชา โดย Cham Nimul รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งการขยายตัวของภาค E-commerce ในกัมพูชาสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของประเทศในการปฏิรูปดิจิทัล ตามที่ระบุไว้ใน Pentagonal Strategy Phase I และกรอบนโยบายเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลปี 2021-2035 โดยในอนาคตคาดตลาดดังกล่าวจะเติบโตในอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ที่ร้อยละ 9.98 จากปี 2024 ถึง 2029 และมีแนวโน้มที่จะมีมูลค่าถึง 1.81 พันล้านดอลลาร์ภายในปี 2029
ที่มา : https://www.khmertimeskh.com/501645341/cambodias-e-commerce-market-hit-1-12-billion/
“BFG” ส่งต่างชาติร่วมแก๊งคอลเซ็นเตอร์กลับประเทศ อีกกว่า 7 พันคน พบ ‘ชาวจีน’ มากสุด
วันที่ 26 ก.พ.68 หลังจากที่ กองกำลังพิทักษ์ชายแดนกะเหรี่ยง BGF ออกปฏิบัติการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์ ในพื้นที่ เมืองชเวก๊กโก่ เมืองเมียวดี และเมืองเคเคปาร์ค ล่าสุด พบว่า สามารถรวบรวมชาวต่างชาติ รวมจำนวน 7,141 คน แบ่งเป็นชาย 6,716 คน หญิง 425 คน จำนวน 29 สัญชาติ โดยพบว่าเป็นคนจีนมากที่สุด จำนวน 4,860 คน อันดับสองรองลงมาเป็นคนเวียดนาม จำนวน 572 คน, 3.อินเดีย จำนวน 526 คน, 4.เอธิโอเปีย จำนวน 430 คน, 5.อินโดนีเซีย จำนวน 283 คน, 7.ฟิลิปปินส์ จำนวน 127 คน, 8.มาเลเซีย จำนวน 70 คน, 9.ปากีสถาน จำนวน 78 คน, 10.เคนยา จำนวน 64 คน ,11.ไต้หวัน จำนวน 25 คน, 12.เนปาล จำนวน 17 คน,13.แอฟริกาใต้ จำนวน 17 คน, 14.ยูกันดา จำนวน 13 คน, 15.แอฟริกา จำนวน 9 คน, 16.ศรีลังกา จำนวน 8 คน, 17.อุซเบกิสถาน จำนวน 8 คน, 18.ไนจีเรีย จำนวน 7 คน, 19.กานา จำนวน 6 คน, 20.แคเมอรูน จำนวน 6 คน ,21.บังคลาเทศ จำนวน 6 คน, 22.นามีเบีย จำนวน 4 คน, 23.รวันดา จำนวน 4 คน, 24.ตูนีเซีย จำนวน 3 คน, 25.เชค จำนวน 2 คน, 26.ลาว จำนวน 1 คน, 27.โรมาเนีย จำนวน 1 คน, 28.แอลจีเรีย จำนวน 1 คน และ 29.สิงคโปร์ จำนวน 1 คน โดยทั้งหมดทางกองกำลัง BGF ได้สอบถามความสมัครใจในการเดินทางกลับประเทศ พบว่าต้องการกลับประเทศทั้งหมด จึงได้จัดทำรายชื่อส่งผ่านรัฐบาลเมียนมา ประสานรัฐบาลไทยและสถานฑูตต่างๆ เพื่อเร่งดำเนินการส่งทุกคนกลับประเทศต้นทาง ต่อไป
การนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าและจักรยานยนต์ไฟฟ้าช่วยกระตุ้นการโอนเงินกลับของพลเมืองที่ทำงานในต่างประเทศ
กระทรวงพาณิชย์เมียนมา ได้ริเริ่มโครงการพิเศษที่อนุญาตให้พลเมืองเมียนมาที่ทำงานในต่างประเทศสามารถนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าและจักรยานยนต์ไฟฟ้าได้ หากพวกเขาส่งเงินรายได้ส่วนหนึ่งกลับไปยังเมียนมาผ่านสถาบันการเงินอย่างเป็นทางการ โดยที่หากพลเมืองเมียนมารวมทั้งคนเดินเรือโอนเงินเดือนหรือรายได้ในต่างประเทศของตนมากกว่า 50,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี ไปยังธนาคารในประเทศ พวกเขาจะมีสิทธิ์นำเข้ารถยนต์ไฟฟ้า 1 คันซึ่งมีมูลค่าเทียบเท่ากับร้อยละ 5 ของเงินโอนเข้าต่อปี และหากเงินโอนของบุคคลใดไม่ถึงจำนวนเงินที่ซื้อรถยนต์ไฟฟ้าหรือมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า พวกเขาสามารถนำเข้าได้พร้อมกัน นโยบายการนำเข้านี้มีขึ้นเพื่อส่งเสริมการนำรถยนต์ไฟฟ้ามาใช้และกระตุ้นยอดขายเพื่อความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ เมียนมายังมีสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าทั้งหมด 19 แห่งใน 3 เมืองใหญ่ รวมถึง 4 แห่งในเนปิดอว์ และ 5 แห่งในย่างกุ้ง มัณฑะเลย์ และทางด่วนย่างกุ้ง-มัณฑะเลย์
ที่มา : http://• https://www.gnlm.com.mm/evs-e-bikes-import-push-to-boost-migrant-remittances/
‘EVFTA’ ผลักดันการเติบโตของการส่งออกเวียดนาม
จากรายงานของสถาบันกลางเพื่อการจัดการเศรษฐกิจ (CIEM) ของเวียดนาม เปิดเผยว่าข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างสหภาพยุโรปและเวียดนาม (EVFTA) ดำเนินการมาแล้ว 5 ปี และได้สร้างผลประโยชน์ในหลายด้านให้แก่เวียดนาม โดยเฉพาะสินค้าสิ่งทอ รองเท้า และสินค้าทางการเกษตร เป็นต้น นาย Nguyen Anh Duong หัวหน้าฝ่ายวิจัยทั่วไปของ CIEM กล่าวว่าหลังจากข้อตกลงการค้าเสรีฉบับดังกล่าวมีผลบังคับใช้มาเป็นระยะเวลา 5 ปี ส่งผลกระทบต่อยอดการส่งออกของเวียดนามไปยังสหภาพยุโรปอย่างมาก เนื่องจากผู้ประกอบการได้รับประโยชน์ทางภาษี ในขณะเดียวกัน ข้อตกลงการค้าเสรีฉบับนี้ ยังได้สร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจให้มีความโปร่งใส ดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) จากสหภาพยุโรป โดยเฉพาะเทคโนโลยีขั้นสูง ความยั่งยืน การปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาและการปกป้องสิ่งแวดล้อม เป็นต้น
นอกจากนี้ จากตัวเลขสถิติการค้า พบว่าการส่งออกของเวียดนามไปยังสหภาพยุโรปในปี 2567 เพิ่มขึ้น 13.19% และเวียดนามยังคงเกินดุลการค้าอย่างมาก อยู่ที่ 35.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
‘ไทย-เวียดนาม’ กระชับความสัมพันธ์ ตั้งเป้ายอดการค้าทวิภาคีทะลุ 25 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
นายบุ่ย แทงห์ เซิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเวียดนาม และนาย มาริษ เสงี่ยมพงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย หารือและกล่าวแสดงความสำคัญของการเยือนในครั้งนี้ โดยเฉพาะกิจกรรมฉลองความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างเวียดนามและไทย ครบรอบ 50 ปี และการเยือนครั้งนี้ จะช่วยเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างสองประเทศ ทั้งนี้ เวียดนามและไทย ให้คำมั่นที่จะส่งเสริมการเชื่อมโยงการขนส่งและการท่องเที่ยว รวมถึงเห็นพ้องที่จะลดมาตรการกีดกันการค้า ส่งเสริมความร่วมมือในภาคส่วนเกิดใหม่ เช่น เศรษฐกิจดิจิทัล อีคอมเมิร์ซ และพลังงานหมุนเวียน ในชณะเดียวกัน เวียดนามและไทย ตั้งเป้าที่จะบรรลุการค้าทวีภาคี 25 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ